ให้เงินเดือนเท่านี้แล้วใครจะอยากมาทำล่ะ ?

ให้เงินเดือนเท่านี้ แล้วใครที่ไหนจะอยากมาทำล่ะ ?
คำถามนี้มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประจำเมื่อมีการพูดถึงอัตราค่าจ้างของครู/อาจารย์ชาวต่างชาติ ซึ่งผมเคยได้รับฟังความเห็นทำนองนี้ในหลายโอกาส และยอมรับแต่โดยดีว่าผมเองก็เคยคิดในลักษณะนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากลองนำคำถามข้างต้นมาถามใหม่ โดยเปลี่ยนมาถามบรรดาครู/อาจารย์ชาวไทย ก็น่าคิดเช่นกัน เพราะเมื่อพิจารณาค่าตอบแทนของครู/อาจารย์ เปรียบเทียบกับภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามสัญญาจ้าง (ภาระงานสอน การผลิตผลงานทางวิชาการ การประเมิน การขอตำแหน่ง ฯลฯ) และความไม่แน่นอนในการต่อสัญญา รวมทั้งความคาดหวังและมายาคติของวิชาชีพแล้ว มันก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยไปด้วยกันเสียเท่าไรนัก
(ในที่นี้ ผมคงไม่พูดเรื่องอัตราค่าตอบแทนในเชิงเปรียบเทียบกับวิชาชีพอื่นๆ เพราะทุกวิชาชีพก็ต่างมีคุณค่าในวิชาชีพ และต่างก็เป็นกลไกที่ขับเคลื่อนสังคมเช่นกัน นอกจากนี้ ทุกอาชีพก็ล้วนมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบเฉพาะทางที่แตกต่างกันออกไป)
แต่ที่อยากจะกล่าวถึงในที่นี้ ก็คือภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆอีกหลายอย่างที่กำลังกัดกร่อนจิตใจของบรรดาครู อาจารย์ และบุคลากรในแวดวงการศึกษาอยู่เช่นกัน (อย่างน้อยๆก็อาจจะเป็นจิตใจของผู้เขียนเอง )
หลายคนคงเคยได้ยิน/ได้ฟังข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะ “สมองไหล” ของบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวก็คงมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มักจะมีการพูดกันว่า “ปัญหามันอยู่ที่ระบบ”
ระบบที่ว่านี้อาจถูกเรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกัน (ซึ่งอาจนิยามขึ้นจากความรู้สึกนึกคิด ความเหนื่อยล้า ความเบื่อหน่าย หรือด้วยวืธีอื่นสุดแล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้นิยาม) เช่น
– ระบบที่ค่าตอบแทนสวนทางกับความรับผิดชอบ
– ระบบที่หากไม่ทำผลงานทางวิชาการจะไม่ต่อสัญญา
– ระบบที่ยังนึกไม่ออกว่าความมั่นคงทางวิชาชีพอยู่ตรงไหน
– ระบบที่เกณฑ์การประเมินไม่สะท้อนถึงความเป็นจริง
– ระบบที่เต็มไปด้วยผู้มีตำแหน่งแห่งหน แต่อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ต่อคุณภาพการศึกษา
– สำหรับผม ขออนุญาตยืมคำจำกัดความมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่เรียกระบบนี้ว่า…
“ระบบลงโทษคนทำ”
นอกจากที่กล่าวถึงข้างต้น ก็คงมีอีกหลายๆชื่อตามแต่จะนิยาม แต่ไม่ว่าระบบที่เป็นอยู่จะถูกเรียกด้วยชื่ออะไรหรือมีคำนิยามแบบไหนก็ตาม ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าปัญหาที่เป็นและยังคงดำเนินอยู่นี้ และส่วนหนึ่งก็มีรากฐานมาจาก “ความไม่เป็นธรรม” ที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษา (เอาเข้าจริงๆแล้วก็ฝังรากลึกอยู่ในหลายๆที่ในสังคมไทย)
เขียนมาถึงตรงนี้ ก็คงดูเหมือนว่าจะมีแต่สิ่งแย่ๆ แต่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังคงต่อสู้อยู่ก็คงจะได้พบเจอสิ่งดีๆที่คอยปลอบประโลมและหล่อเลี้ยงจิตใจตัวเองอยู่เป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม หากยังคงปล่อยให้ระบนี้ยังคงดำรงคงอยู่ต่อไป โดยไม่มีการรับฟังและแก้ไขกันอย่างจริงจังและจริงใจ “ภาวะสมองไหล” ก็คงจะดำเนินต่อไป และอาจใช้เวลาอีกหลายต่อหลายปีในการแก้ไขฟื้นฟูเพียงเพื่อให้กลับมาสู่จุดที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้
ระบบที่เป็นอยู่นี้กำลังทำร้าย และกัดกร่อนทั้งร่างกายและใจของบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับบรรดาคนที่มีความตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบรรดาบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบที่เชื่อมโยงมาถึงผู้เรียนซึ่งจะเติบโตขึ้นมาในสังคมแห่งนี้อีกด้วย
เปลี่ยนเถอะครับ สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการทำงาน กำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมและจูงใจ สร้างระบบที่ทุกๆคนได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน มีระบบการประเมินที่สมเหตุสมผล ส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
อย่ายึดติดกับความเป็นไทยและมายาคติความเป็นครูจนลืมว่าเขาเหล่านี้ก็เป็นคน
#สร้างระบบนิเวศที่เหมาะแก่การจัดการเรียนการสอน