เล่าเรื่องขนมไทย

เล่าเรื่องขนมไทย

ประภาพรรณ  หิรัญวัชรพฤกษ์     เรียบเรียง*

 

                ขนมจัดว่าเป็นทั้งอาหารว่างและอาหารหวานรับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่  เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสแล้วคงไม่มีใครปฏิเสธขนมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมไทยที่มีกลิ่นรสหอมหวานชวนลิ้มลอง แต่จะมีใครบ้างที่จะทราบถึงแหล่งกำเนิดของขนมไทย และในยุคนี้ลูกหลานไทยอาจลืมเลือนหน้าตาขนมไทยบางชนิดไปเสียด้วยซ้ำ เหตุเพราะไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น ไม่เคยลิ้มลอง ไม่รู้ว่าหน้าตาอย่างนี้มีชื่อเสียงเรียงนาม และประวัติความเป็นมาอย่างไร ประกอบกับมีขนมฝรั่งเข้ามาตีตลาดไปเสียก็มากมี จึงรู้จักแต่ขนมไทยเพียงหยิบมือเท่านั้น

 

ความเป็นมาของขนม

คำว่า “ขนม ” สันนิษฐานว่าคำเดิมน่าจะมาจาก “เข้าหนม”  เพราะคำว่า “เข้า” แปลว่า ข้าว ส่วนคำว่า “หนม” แปลว่าหวาน จึงน่ามีความหมายของ “เข้าหนม” ว่า ข้าวหวาน เป็นการผสมส่วนผสมระหว่างข้าวกับน้ำอ้อย น้ำตาลที่ให้รสหวาน (ส.พลายน้อย, 2546 : 17) 

อีกนัยหนึ่งตามความเข้าใจแต่เดิมเชื่อว่ามาจากคำสองคำที่นำมาผสมกันคือ “ข้าวหนม”  และ  “ข้าวนม”    

คำว่า “ข้าวหนม”  มาจาก  ข้าวผสมกับน้ำอ้อย น้ำตาล  คำว่า “หนม” แปลว่า หวาน อย่างข้าวหนมก็แปลว่าข้าวหวาน เมื่อกล่าว สั้นๆ เร็วๆ  เสียงจึงเพี้ยนกลายเป็น ”ขนม” ไป  (http://www.geocities.com/janoy04132002/history.html, 2548)

ส่วนคำว่า ”ข้าวนม” หรือข้าวเคล้านม ซึ่งน่าจะเป็นขนมที่กระเดียดออกไปทางแขก เนื่องจากอาหารของแขกบางชนิดมีการใช้ส่วนผสมระหว่าง ข้าวผสมกับน้ำนม อาทิเช่น ข้าวมธุปายาสของแขกโบราณ (ซึ่งเป็นข้าวที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม) และเมื่อพูดเร็วๆ จึงเพี้ยนกลายเป็นขนมแทนเช่นเดียวกัน (http://www.geocities.com/janoy04132002/history.html, 2548)

ดังนั้นคำว่า ”ขนม” จึงใช้กันมานานหลายร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำผสมของอะไรก็ตามและเป็นการยากที่จะหาบทสรุปที่แน่นอนว่าของที่เรียกว่าขนมในสมัยโบราณหรือในสมัยที่มีการเรียกคำว่าขนมนั้นจะเป็นของที่เกิดจากข้าวตำป่น (แป้ง) ผสมกับน้ำตาลเท่านั้น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขนมในรุ่นแรก ซึ่งในหนังสือไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวถึงขนมต้มไว้  เดิมทีมีส่วนผสมของแป้งกับน้ำตาล ต่อมาได้มีคนดัดแปลงสูตร โดยสอดไส้กระฉีกเข้าไป และไส้นี้มีส่วนผสมของมะพร้าวและน้ำตาลปนอยู่ด้วย  ดังนั้นขนมไทยจึงหนีlส่วนผสมของ มะพร้าว แป้ง และ น้ำตาลไม่พ้นส่วนผสมทั้ง ๓ อย่างก็เป็นของพื้นบ้านที่สามารถหาได้ง่ายในบ้านเรา

ขนมไทยมีที่มาคู่กับชนชาติไทยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศคือ จีนและอินเดียในสมัยสุโขทัย ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย

ขนมชนิดแรกของไทยนั้นปรากฏหลักฐานชัดเจนอยู่บนศิลาจารึก ได้กล่าวถึงชื่อขนมไทยไว้ ๔ ชนิด แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าอยู่ในสมัยใด ขนมดั้งเดิมของคนไทยในสมัยนั้นคือ “ขนม ๔ ถ้วย” หรือ “ประเพณีกิน ๔ ถ้วย” นั่นเอง เป็นขนมที่นิยมนำมาเลี้ยงแขกในงาน ประกอบด้วย ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ ซึ่งชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้นและมีการเปรียบเทียบ ไว้ดังนี้

 

          ไข่กบ                     หมายถึง                  เม็ดแมงลัก

          นกปล่อย                หมายถึง                  ลอดช่อง

          บัวลอย                   หมายถึง                  ข้าวตอก / ข้าวเม่า

          อ้ายตื้อ                   หมายถึง                  ข้าวเหนียวดำนึ่ง

 

เวลารับประทานจะนำแต่ละอย่างแยกมาอย่างละ ๑ ถ้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขนม ๔ ถ้วย”  และมีน้ำกะทิแยกมาไว้เติมต่างหาก  และเมื่อจะรับประทานจะใส่ทุกอย่างไว้รวมกันในถ้วยหรือเลือกตามใจชอบก็ได้ (แต่ปัจจุบันมีสารพัดอย่างที่ใส่น้ำกะทิ) จากหลักฐานดังกล่าวเชื่อว่าเกิดในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประมาณปี พ.ศ. ๒๒๑๕-๒๒๒๐  ขณะนั้นบ้านเรือนอยู่ในความสงบสุข ไม่มีศึกสงคราม ราษฎรอยู่กันอย่างผาสุก ทั่วทั้งแผ่นดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีข้าวปลาอาหารมากมายจนบริโภคไม่หมดจนสามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกับต่างประเทศ ทั้งประเทศแถบตะวันตกและประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน  เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว หลังจากนวดข้าวหรือช่วยกันทำงานต่างๆ เสร็จแล้ว พวกผู้หญิงจะเตรียมขนมทั้งสี่ชนิดนี้ไว้เลี้ยงหลังเลิกงานอยู่เสมอ จนเรียกการเลี้ยงขนมแบบนี้ว่า “ประเพณี ๔ ถ้วย” ขนมไทยทั้ง ๔ ชนิดนี้จะมีส่วนผสมหลักอยู่เพียง ๓ อย่าง คือ แป้ง (ที่ทำมาจากข้าวเจ้า) กะทิและน้ำตาลเท่านั้น ซึ่งขนมของคนไทยในยุคหลังๆ ก็ยังคงมีส่วนผสมทั้งสามส่วนนี้ประกอบอยู่ด้วยเสมอ

ต่อมาในสมัยอยุธยาเริ่มมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศทั้งชาติตะวันออกและตะวันตก ไทยได้รับวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบที่หาได้ ตลอดจนนิสัยการบริโภคของคนไทย จนบางทีคนรุ่นหลังแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า อะไรคือขนมไทยแท้ๆ อะไรที่หยิบยืมเค้ามา เช่น ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง มิใช่ของไทยแท้ๆ แต่มีต้นกำเนิดจากประเทศโปรตุเกส โดยนาง “มารี กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” นั่นเอง โดยประยุกต์การทำขนมจากตำราขนมเดิมที่ตนเคยทำ 

“ท้าวทองกีบม้า” หรือ “มารี กีมาร์” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 แต่บางแห่งก็ว่า พ.ศ. 2209 โดยยึดหลักจากการแต่งงานของเธอที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2225  ขณะนั้น มารี กีมาร์ (ดอญ่า มาร กีมาร์  มีชื่อเต็มว่า มารี กีมาร์ เด ปนา) ส่วนคำว่า “ดอญ่า” เป็นภาษาสเปน เทียบกับภาษาไทยในขณะนั้นได้ว่า “คุณหญิง”)  ขณะนั้นมารีมีอายุเพียง 16 ปี  มีบิดาชื่อ “ฟานิก (Phanick)” เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอล ผู้เคร่งศาสนา  ส่วนมารดาชื่อ “อุรสุลา ยามาดา (Ursula Yamada)” ซึ่งมีเชื่อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกสที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา  ภายหลังจากพวกซามูไรชุดแรกจะเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสา ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่นานนัก และจากหลักฐานที่บันทึกไว้ในหนังสือจดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้กล่าวไว้ว่าว่า “ภรรยาของฟอลคอนที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ต่อมาฟอลคอนได้เข้ารับราชการและได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในภายหลังให้เป็น ” เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” มีภรรยาเป็นผู้มีฝีมือในการทำขนมแบบฝรั่ง ต่อมาได้เข้ารับราชการในวังเป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องพนักงานของหวานในตำแหน่ง “หัวหน้าห้องเครื่องต้น” มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วน จำนวน 2,000 คน และได้รับบรรดาศักดิ์ภายหลังเป็น “ท้างทองกีบม้า” ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ชื่นชมยกย่อง ในระหว่างที่รับราชการนี่เอง มารี กีมาร์ได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด ทองพลุ ทองโปร่ง ทองม้วน สำปันนี ขนมฝรั่ง ขนมผิง ขนมหม้อแกง สังขยา และอื่นๆ ให้แก่นางข้าหลวงที่ทำงานอยู่กับเธอ และต่อมาได้นำมาถ่ายทอดสู่แต่ละครอบครัวจนกระจายไปในหมู่คนไทยตราบจนทุกวันนี้   ถึงแม้ว่า “มารี กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอได้เกิด เติบโตและมีชีวิตอยู่ในเมืองไทยจวบจนหมดสิ้นอายุขัยได้ ๘๐ ปี และได้ทิ้งสิ่งที่เธอค้นคิดให้เป็นมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ท้าวทองกีบม้า เจ้าตำรับอาหารไทย” และคำยกย่องให้เป็น “ราชินีขนมไทย “

คุณค่าของขนมไทยมีความงดงามลึกซึ้งเพียงใดนั้นได้ปรากฏไว้ใน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ได้บรรยายถึงขนมไทยแต่ละชนิดไว้อย่างครบถ้วนดังตัวอย่าง

      “รังไรโรยด้วยแป้ง                  เหมือนนกแกล้งทำรังรวง

       โอ้อกนกทั้งปวง                      ยังยินดีด้วยมีรัง

       ทองหยอดทอดสนิท              ทองม้วนมิดคิดความหลัง    

       สองปีสองปิดบัง                     แต่ลำพังสองต่อสอง

       งามจริงจ่ามงกุฎ                     ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง

       เรียมร่ำคำนึงปอง                    สะอิ้งน้องนั้นเคยยล

       บัวลอยเล่ห์บัวงาม                  คิดบัวกามแก้วกับตน

       ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล                 สถนนุชดุจประทุม”             

                                                       (วันดี ณ สงขลา, ม.ป.ป. : 5)

 

ชื่อของขนมไทยโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นชื่อที่ดีและเป็นมงคลทั้งสิ้น ดังที่กล่าวมาแล้วขนมไทยบางชนิดนอกจากจะมีชื่อเป็นมงคล ยังแสดงถึงความสูงส่งอลังการ เช่น ขนมจ่ามงกุฎ ขนมบัวลอยแม้ชื่อจะไม่ใช่ศัพท์แสงวิจิตรพิสดารแต่อย่างใด เมื่อกล่าวถึงก็ทำให้นึกถึงดอกบัวที่ลอยอยู่เหนือน้ำ  เป็นเครื่องหมายของความสว่างทางปัญญา

 

ขนมไทยกับงานมงคล

ในงานมงคลต่าง ๆ ของไทยอย่างงานแต่งงาน งานทำบุญอายุ งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ฯลฯ ขนมไทยได้เข้าไปมีบทบาทในสำรับอาหารหวานที่ทำขึ้นเลี้ยงพระและสำรับอาหารหวานสำหรับเลี้ยงแขกมานาน เนื่องจากความเชื่อที่สืบทอดต่อๆ กันมาว่า ขนมหวานเป็นอาหารพิเศษสำหรับผู้มีบุญ ความหวานช่วยสร้างสรรค์มิตรภาพและความรัก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับสังคมไทยแล้ว

ขนมหวานของไทยมีความหมายเกี่ยวข้องกับบุญกุศล ความรัก ความสุข และความสามัคคี
ขนมหวานของไทยที่นิยมทำขึ้นเพื่อทำบุญเลี้ยงพระในงานมงคล ได้แก่ ขนมตระกูลทองทั้งหลาย   อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก และขนมที่มีชื่ออันเป็นมงคลอย่าง ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น ฯลฯ

สาเหตุที่คนไทยในสมัยโบราณใช้ขนมดังกล่าวในงานมงคลก็เนื่องจากชื่ออันเป็นมงคลนั่นเอง โดยเฉพาะชื่อขนมที่มีคำว่า “ทอง” ประกอบ คนไทยเราถือว่าทองเป็นของดีมีมงคล ซึ่งการที่นำขนมที่มีคำว่า “ทอง” มาใช้ในงานมงคลก็เพื่อที่จะได้มีบุญกุศลมีเงินมีทอง มีลาภยศ สรรเสริญ สมขื่อขนมนั่นเอง    นอกจากนี้ขนมในงานมงคลอื่นๆ ก็มีชื่ออันเป็นมงคลและมีความหมายไปในทางที่ดี

ขนมในพิธีแห่ขันหมากและงานแต่งงาน ได้แก่ ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมพระพาย ขนมโพรงแสม ขนมชะมด ฯลฯ ขนมที่ใช้ติดกัณฑ์เทศน์ก็มีขนมหน้านวล ขนมชั้น ขนมฝักบัว ขนมผิง ขนมทองม้วน ฯลฯ  ขนมที่กล่าวมาแล้วนั้นล้วนมีความหมายทั้งสิ้น เช่น ขนมกงหรือขนมกงเกวียน หมายถึง กงเกวียนที่หมุนไปข้างหน้าเช่นเดียวกับพระธรรมจักร และมีความหมายในงานแต่งงานคือ ต้องการให้คู่บ่าวสาวรักและครองคู่อยู่ด้วยกันชั่วนิจนิรันดร์ ขนมสามเกลอเป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคีและไม่มีวันพรากจากกัน ใช้เป็นขนมเสี่ยงทายในงานแต่งงาน มีลักษณะเป็นลูกกลมๆ เรียงกัน ๓ ลูกแบบก้อนเส้า เวลาเสี่ยงทายจะดูกันตอนทอดกล่าวคือ ถ้าทอดแล้วยังอยู่ติดกัน ๓ ลูก ถือว่าบ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกัน ถ้าทอดแล้วติดกัน ๒ ลูกแสดงว่าจะมีลูกยากหรือไม่มีเลย และถ้าหลุดจากกันหมดไม่ติดกันเลย แสดงว่าชีวิตคู่จะไม่ยั่งยืนหรือชีวิตสมรสจะไม่มีความสุข หรือถ้าทอดขนมสามเกลอแล้วพองฟูจะถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกับราวกิ่งทองกับใบหยก แต่ถ้าทอดแล้วด้านไม่พองฟูก็ถือว่าใช้ไม่ได้    ขนมโพรงแสม มีรูปร่างยาวใหญ่คล้ายกับเสาบ้านเสาเรือนทำให้อยู่กันยืนยาว   ขนมถ้วยฟู เป็นขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลนำไปนึ่งให้ขึ้นฟูเสมือนให้ชีวิตรุ่งเรืองเฟื่องฟู  ส่วนขนมชั้นเป็นขนมที่ทำจากแป้ง น้ำตาล น้ำกะทิ นำไปนึ่งทีละชั้น เพื่อให้ชีวิตการงานได้เลื่อนขั้นเลื่อนชั้นตามลำดับเหมือนกับขนมชั้นนั่นเอง แต่เดิมนิยมทำเป็น ๙ ชั้น  ขนมจ่ามงกุฎถือว่าเป็นสุดยอดขนมของไทยที่นิยมทำมาใช้ในพิธีรับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ของเจ้านายในสมัยก่อน

ขนมในประเพณีสงกรานต์ ก่อนจะถึงเทศกาลตรุษสงกรานต์ชาวบ้านจะช่วยกันกวนกะละแมเตรียมเอาไว้สำหรับรับแขกเหรื่อที่มารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ถ้าแจกไม่หมดก็สามารถเก็บไว้รับประทานเองได้ โดยใส่ในโหลแก้วที่มีฝาปิดสนิท

ขนมที่ใช้ในพิธีบวงสรวงสังเวยเทพยดา   ที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันก็คือขนมต้มแดง
และขนมต้มขาวซึ่งเป็นความเชื่อถือในลัทธิพราหมณ์

ขนมที่ใช้ในงานบุญออกพรรษา  พิธีทำบุญตักบาตรเทโวมักทำข้าวต้มลูกโยน ซึ่งมีมานาน ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยทำขนมข้าวต้มห่อด้วยใบตองนำไปต้มให้สุก เวลาใส่บาตรให้โยนใส่ลงไปในบาตรพระ

 

เอกลักษณ์ขนมไทย

การทำขนมไทยในอดีตต้องใช้เวลาในการทำงานเพราะต้องอาศัยการทำด้วยวิธีธรรมชาติเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประดิดประดอย ปั้นแต่งด้วยมือ ส่วนการเพิ่มสีสันทำได้จากการคั้นเอาน้ำจากพืชมาใช้ เช่น คั้นน้ำจากใบเตยเพื่อให้ขนมมีสีเขียว คั้นเอาน้ำจากดอกอัญชันจะได้ขนมสีฟ้า แต่เมื่อบีบมะนาวผสมลงไปก็จะกลายเป็นสีม่วง สีม่วงได้จากเผือกต้มหรือนึ่งบด ถั่วดำ ส่วนสีเหลืองได้จากหญ้าฝรั่น ขมิ้น ฟักทอง และดอกกรรณิการ์ สีดำได้จาก กาบมะพร้าวเผา ดอกดิน สีแดง ได้จากครั่ง ดอกกระเจี๊ยบ มะเขือเทศสุก สีน้ำตาลได้จากน้ำตาลเคี่ยวไหม้ เป็นต้น  ความหอมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้ในการทำขนมก็คือ ความหอมจากมวลดอกไม้ ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกกระดังงา ดอกกุหลาบ และดอกชมนาด (ดอกข้าวใหม่) โดยนำดอกไม้ชนิดใดก็ได้มาใส่ลงในโหลแก้วหรือภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แล้วปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนสำหรับขนมอบ   ส่วนขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิจะต้องนำไปตั้งไฟเคี่ยวก่อนที่จะลงมือทำ นำดอกไม้ที่พอหาได้มาลอยโดยแช่ในน้ำสะอาด (ต้มสุกที่เย็นแล้ว) ทิ้งเอาไว้ข้ามคืนเสียก่อน แล้วจึงนำน้ำที่ใช้ลอยดอกไม้มาคั้นกะทิหรือผสมลงในขณะนวดแป้ง หากหาดอกไม้ไม่ได้สามารถใช้เทียนอบแทนโดยนำมาจุดแล้วดับเอาแต่ควันรมให้ทั่วแล้วปิดฝาให้สนิทอีก   

      
เคล็ดลับที่สามารถทำให้ขนมมีกลิ่นหอมเพิ่มยิ่งขึ้นก็คือ นำดอกมะลิที่เด็ดตอน 6 โมงเช้าให้กลีบเลี้ยงติดอยู่ด้วยนำมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วห่อด้วยใบตองเพื่อช่วยเก็บความชื้นวางไว้ในที่เย็นๆ ประมาณ 6 โมงเย็น แก้ห่อใบตองออกจะเห็นดอกมะลิเริ่มแย้ม เด็ดกลีบเลี้ยงออกค่อยๆ จุ่มก้านมะลิลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปิดฝาให้สนิท เช้าวันรุ่งขึ้นจึงค่อยๆ ช้อนเอามะลิออก ดอกมะลิที่บานในภาชนะปิดสนิทจะส่งกลิ่นหอม และทำให้น้ำในภาชนะหอมกลิ่นมะลิไปด้วย เราสามารถนำน้ำลอยดอกมะลิไปทำขนมได้หลายอย่าง แต่ก่อนนำน้ำไปใช้ทำขนมควรกรองด้วยผ้าขาวบางก่อน ดอกกระดังงาให้นำมาลนไฟแล้วอบด้วยเทียนเสียก่อน จากนั้นฉีกกลีบดอกใส่ในภาชนะปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อนำขนมมาทานจะรู้สึกได้ว่ากลิ่นจะหอมเป็นพิเศษ  ขนมไทยบางชนิดก็ต้องอาศัยการผ่านความร้อนจากเตาเพื่อให้ขนมสุกจึงจะมีรสชาติหอมหวานน่ารับประทาน เช่น ขนมหม้อแกง ขนมบ้าบิ่น เป็นต้น

ส่วนผสมของขนมไทยซึ่งประกอบไปด้วยแป้ง กะทิ และน้ำตาลเท่านั้น ในสมัยก่อนแป้งที่นิยมใช้ทำขนมมีเพียง ๒ ชนิดเท่านั้น คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว  น้ำตาลที่นิยมใช้ส่วนมากก็เป็นน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลทรายแดงเท่านั้น และจากส่วนผสมหลักทั้ง ๓ อย่างนี้เอง จึงกลายมาเป็นขนมประเภทต่างๆ อีกมากมาย มีทั้งความหอมหวานน่าลิ้มลองอย่างยิ่ง แต่เหตุไฉนจึงลืมเลือนขนมไทยไปเสียเล่า ฤ กลัวว่าจะอ้วนแลโรคามาเยือน

 

 บรรณานุกรม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม. “สีผสมอาหารจากธรรมชาติ”  สืบค้นวันที่ ๑ สิงหาคม

     ๒๕๔๙, จาก : www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/other/colorfood.pdf

“ตำรับไทย : ท้าวทองกีบม้า”  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙, จาก : http://www.utcc.ac.th/faculties/

     comarts/link/Kanomthai/H1.html

นพวรรณ  จงสุขสันติกุล.  “ขนมมงคล ๑ : ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง” สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙,

    จาก : http://www.ku.ac.th/e-magazine/april45/know/kanom.html 

 “ประวัติขนมไทย” ใน KU Electronic Magazine.  ๑, ๕ (พฤศจิกายน ๒๕๔๓)  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙,

    จาก : http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/KUmagazine/november_43/kanom/dessert.htm

“ประวัติขนมไทย” สืบค้นวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘, จาก : http://www.geocities.com/ janoy04132002/

    history.html

“ย้อนรอยขนมไทย”   สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙, จาก : http://www.cookool.com/coverfood.html

“วัฒนธรรมอาหารไทย”  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙, จาก : http://rilc.ku.ac.th/Arts%20&%20Culture/

    knowla_thai/food_culther.htm

ส.พลายน้อย (นามแฝง).  ขนมแม่เอ๊ย.  พิมพ์ครั้งที่ ๔.  กรุงเทพฯ : สารคดี , ๒๕๔๖.

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.  “คนไทยขนมไทยในงานบุญ”  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙,

    จาก : http://www.culture.go.th/know.php?F=food&FF=dess03

———–.  “ท้าวทองกีบม้าเจ้าตำรับขนมไทย” ”  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙, จาก : http://www.culture.go.th/

     knowledge/food/dess10.htm

———–.  “อวยพรปีใหม่ด้วยขนมไทย” ”  สืบค้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙, จาก : http://www.culture.go.th/ know.php?

    F=food&FF=dess01

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.  “ลูกอมใส่สีมีอันตราย : สีที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ผสมในขนมเด็ก : ตัวอย่างสีจาก

      ธรรมชาติ” สืบค้นวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙, จาก : http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/food/

     candy.htm

วันดี ณ สงขลา.  ขนมไทยในวรรณคดี เล่ม ๑ (Royal Thai Cuisine Book 1).  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : พลพันธ์การพิมพ์, 

     ม.ป.ป.

แสงแดด.  “น้ำแข็งใส” ใน นิตยสารครัว ฉบับอิเล็กทรอนิกส์.  สืบค้นสืบค้นวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙, จาก :

     http://www.sangdad.com/html/book_content8.php?id=67