เครื่องแบบนักเรียน – ความเหลื่อมล้ำ – สิทธิ – กฎหมาย

ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอยู่ในระบบการศึกษา หรือผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับมาแล้วคงคุ้นชินกับการใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียน ตลอดจนการเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียนขึ้น
.
ปรากฏการณ์การเรียกร้องให้มีการยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน มาสู่แคมเปญ #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ ที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเครื่องแบบนักเรียน
.
ในหลายยุค หลายสมัยที่ผ่านมา เครื่องแบบนักเรียน เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและมีการเรียกร้องให้ยกเลิกหลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งข้อถกเถียงและวิพากษ์ วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย
.
เหตุผลประการสำคัญของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเครื่องแบบนักเรียนก็คือประเด็นเรื่อง “การละเมิดสิทธิ” ทั้งนี้ เหตุผลของฝ่ายดังกล่าวที่ดูไม่เป็นเหตุผลที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการติดป้ายให้ฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามว่า “หัวโบราณ” หรือ “ไดโนเสาร์”
.
ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนก็ยกเหตุผลเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” “ความเท่าเทียม” ตลอดจน “ข้อกฎหมาย” หรือแม้กระทั่ง “ความปลอดภัย” มาใช้เป็นข้อสนับสนุนความคิดของตน ในทางกลับกัน เหตุผลของฝ่ายดังกล่าวที่ดูไม่น่าจะเป็นเหตุผลก็คือการกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็น “เด็กหัวขบถ” อันมีลักษณะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นแห่งการถกเถียง
.
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้ไม่ใช่ประเด็นที่ถกเถียงกันระหว่างเรื่อง สีขาว-สีดำ ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้ว่าแนวความคิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกไปเสียทุกเรื่อง หรือผิดไปเสียทั้งหมด หากแต่เป็นการพิจารณาช่างน้ำหนักเหตุและผลว่าข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่ายเป็นเช่นไร โดยผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการที่สังคมจะได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาดังกล่าวได้อย่างรอบด้าน และทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนในสังคม
.
ในทางตรงกันข้ามหากแต่ละฝ่ายเลือกที่จะติดป้ายให้ฝ่ายที่เห็นต่างว่าเป็น “ไดโนเสาร์” “เด็กหัวขบถ” “หัวรุนแรง” หรือด้วยถ้อยคำอื่น ๆ แทนที่การถกกันด้วยเหตุและผลแล้ว การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่สังคม
.
กลับมาที่ #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงได้รับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจากสื่อต่าง ๆ ตลอดจนรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ไปบ้างแล้วพอสมควร ทั้งในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเหลื่อมล้ำ หรือในประเด็นเรื่องความปลอดภัย เป็นต้น แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกว่า “เห็นด้วย” หรือ “เห็นต่าง” ผู้เขียนอยากจะชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายและบทบาทของกฎหมายเพิ่มเติมเล็กน้อย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าว โดยผู้เขียนจะได้กล่าวถึงข้อกฎหมาย และเจตนารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องแบบนักเรียน และจะได้กล่าวถึงบทบาทของกฎหมายที่มีต่อสังคมต่อไป
.
1) กฎหมายในประเด็นดังกล่าวมีว่าอย่างไร
ประเด็นแรกที่จำเป็นจะต้องพิจารณาก็คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียนเป็นอย่างไร
.
ในอดีต ประเทศไทยเคยมี พ.ร.บ. เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2482 บังคับใช้ แต่เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่และปรากฏออกมาเป็น พ.ร.บ. เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551โดย พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวกำหนดให้นักเรียน จะต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียน [มาตรา 5] ซึ่งลักษณะและข้อยกเว้นของการแต่งเครื่องแบบนักเรียนนั้นจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลูกอันได้แก่ ระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551
.
นอกจากนี้ ในมาตรา 5 วรรคสอง ยังได้กำหนดเอาไว้อีกว่า หากไม่สวมเครื่องแบบนักเรียน “อาจ” ได้รับโทษทางวินัยตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายลูกเช่นกัน ในประเด็นดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า มาตรา 5 วรรคสองในส่วนบทกำหนดโทษของการฝ่าฝืนนั้น กฎหมายใช้คำว่า “อาจ” ดังนั้น การจะลงโทษนักเรียนที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎเกณฑ์เป็นสำคัญ กล่าวคือ จะลงโทษหรือไม่ก็ได้ตามที่เห็นสมควร
.
ดังเช่นที่เราเห็นประกาศของหลายโรงเรียนที่ประกาศว่าจะมีการการลงโทษอย่างเด็ดขาด ขณะที่อีกหลายโรงเรียนก็ยินยอมให้นักเรียนสามารถใส่ชุดไปรเวทมาเรียนในวันที่ 1 ธ.ค. 2563 ได้ เป็นต้น
.
นอกจากการกำหนดให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบนักเรียนแล้ว พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังห้ามมิให้บุคคลที่ไม่ใช่นักเรียนแต่งเครื่องแบบนักเรียนอีกด้วย [มาตรา 7]
.
2) เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างไร
แม้กฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการพิจารณาบังคับใช้กฎหมายย่อมจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ โดยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 มีเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างวินัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อความปลอดภัย
.
3) หน้าที่และบทบาทของกฎหมาย
กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่สังคมเพื่อกำหนดทิศทาง หรือแก้ปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว กฎหมายฉบับดังกล่าวย่อมมีสภาพบังคับใช้ในสังคมได้ทันที ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายมีสภาพที่หยุดนิ่ง แต่ขณะที่สังคมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการ “ทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย” อยู่เสมอ ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทของสังคม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
.
อนึ่ง การพิจารณาว่ากฎหมายใดควรมี หรือมีอยู่แล้วแต่ควรแก้ไข หรือยกเลิกนั้นเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการ อาทิ ปัจจัยเรื่องเหตุผลและความจำเป็น ความสอดคล้องกับบริบททางสังคม หรือ ผลกระทบที่สังคมได้รับจากการมีกฎหมายฉบับนั้น ๆ
.
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะมีการหยิบยกประเด็นเรื่อง “มีกฎหมายกำหนดให้ใส่เครื่องแบบนักเรียน” มาใช้สนับสนุนความคิดดังกล่าวก็ตาม แต่ในทางตรงกันข้าม ย่อมนำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อไปว่า
“กฎหมายที่มีอยู่ดังกล่าวเหมาะสมกับบริบทสังคมในปัจจุบันหรือไม่ ?” สามารถทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายได้หรือไม่ ? ตลอดจน
การมีกฎหมายฉบับดังกล่าวส่งผลกระทบ [ทั้งเชิงบวก-ลบ] ต่อสังคมอย่างไร ?”
.
หากเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวล้าสมัย ไม่เหมาะกับบริบทสังคม ไม่อาจบรรลุตามเจตนารมณ์ หรือเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร หรือมีมาตรการอื่นที่ดีกว่าที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย เช่นนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวก็สมควรที่จะได้รับการพิจารณาแก้ไข หรือยกเลิกไป
.
ยกตัวอย่างเช่น หากเห็นว่าการกำหนดให้แต่งเครื่องแบบนักเรียนไม่สามารถช่วยลดปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายได้ ทั้งยังอาจนำมาซึ่งปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายเนื่องจากราคาชุดนักเรียนที่สูงขึ้นในยุคปัจจุบัน หรือการสร้างวินัยให้แก่นักเรียนสามารถกระทำได้ผ่านกระบวนการอื่นที่ไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน หรือแม้กระทั่งในประเด็นเรื่องความปลอดภัยที่การใส่/ไม่ใส่เครื่องแบบนักเรียนอาจไม่ใช่หลักประกันในการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักเรียน เป็นต้น เช่นนี้ หากการหยิบประเด็นโต้แย้งมีเหตุผลเพียงพอและมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์แล้ว คงไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องคงไว้ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าว
.
ในทางตรงกันข้าม หากกฎหมายฉบับดังกล่าวยังสามารถทำหน้าที่บรรลุตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ ทั้งยังปรับใช้ได้อย่างเท่าทันต่อยุคสมัยแล้ว เช่นนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวก็ยังสามารถบังคับใช้ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม คงไม่มีกฎหมายใดที่จะคงอยู่และบังคับใช้ได้ตลอดกาล ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม และผู้เขียนยังเห็นว่ากฎหมายทุกฉบับสมควรที่จะถูกตั้งคำถาม และได้รับการทบทวนความเหมาะสมอยู่เสมอ โดยหนึ่งในกลไกที่จะขับเคลื่อนกระบวนการทบทวนดังกล่าวก็คือกระบวนการทางสังคม
.
แม้ในบางครั้งกระบวนการเรียกร้องทางสังคมอาจถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็น และถูกค่อนขอดในทำนองว่าเป็นการเรียกร้องใน “เรื่องเล็กน้อย ควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่น” ก็ตาม แต่ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อมีการเรียกร้องถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นในสังคมเกิดขึ้น ก่อนที่จะพิจารณาว่าเป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรับฟังและวิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าวอย่างรอบด้านเสียก่อน จากนั้นหากพบว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แม้ปัญหาดังกล่าวจะเล็กน้อยเพียงใดก็เป็นสิ่งที่สมควรจะได้รับการพิจารณาแก้ไขให้ถูกต้อง มิใช่การเลือกที่จะซุกปัญหาดังกล่าวเอาไว้ใต้พรม
.
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ผู้เขียนต้องการจะส่งสารถึงผู้อ่านทุกท่านว่าก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว ผู้เขียนอยากจะเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันตั้งคำถาม ถกแถลง และรับฟังเหตุผลของทุกฝ่ายถึงประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลอันจะเป็นประโยชน์ต่อการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนได้ข้อสรุปที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย