หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ?

[หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ?]
.
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นข้อเรียกร้องและมีการตัดทอน Quote บางตอนมาโพสต์ตามหน้าสื่อต่าง ๆ ก็เชื่อว่าคงนำมาซึ่งเครื่องหมายคำถามมากมายเต็มไปหมด แต่เอาล่ะ ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์เราคงต้องมาถอดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกันก่อนว่าข้อความที่ปรากฎเป็น Quote สั้น ๆ ตามหน้าสื่อแท้จริงแล้วถูกกล่าวถึงในบริบทใดบ้าง
.
เริ่มต้นอย่างนี้ก่อนว่าสิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ จะไม่ได้กล่าวถึงประเด็นคำวินิจฉัยที่ศาลในส่วนที่ได้กล่าวว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 – 3 มีเจตนาซ่อนเร้น เซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เนื่องจากคงมีการถกแถลงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางแล้ว
.
ในส่วนนี้ จะกล่าวถึงคำวินิจฉัยในอีกส่วนหนึ่งที่อาจทำลาย “หลักการประชาธิปไตย” และ “หลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน” ไปอย่างสิ้นเชิง
.
ในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลได้กล่าวว่า…
“การเรียกร้องโจมตี โดยอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นอกจากเป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และยังไปละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนอื่นที่เห็นต่างได้ด้วย” และศาลยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 – 3 ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย เป็นการอ้างสิทธิเสรีภาพเพียงอย่างเดียวโดยไม่รับฟังความของผู้อื่น ไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างจากบุคคล”
.
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชนและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับการคุ้มครองและรับรองโดยรัฐ นอกจากนี้ ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงความเห็นที่แตกต่างย่อมเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และการถกเถียงกันด้วยเหตุและผลย่อมนำมาซึ่งข้อยุติที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถดำรงคงอยู่ได้
อย่างไรก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าบุคคลจะสามารถจะแสดงความคิดเห็นได้โดยปราศจากขอบเขต มิเช่นนั้นแล้วบุคคลย่อมอ้างเสรีภาพดังกล่าวในการด่าทอ หรือว่าร้ายบุคคลอื่นจนก่อให้เกิดความเสียหาย และย่อมถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต
.
ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมที่ว่าการว่าร้ายบุคคลอื่นโดยไม่สุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมควรได้รับการยอมรับเพราะการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่สังคม
.
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ “โดยสุจริต” ภายในขอบเขตที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่สมควรได้รับความคุ้มครองและรับรองโดยรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอาจจะ “ไม่ถูกใจ” หรือ “ขัดใจ” ผู้ที่มีความคิดเห็นในทางตรงกันข้ามอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่คงไม่ใช่ “การละเมิดเสรีภาพของผู้ที่เห็นต่าง” ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย เพราะ บุคคลที่เห็นต่างย่อมมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเพื่อโต้แย้งได้อย่างสุจริตได้เช่นกัน
.
ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่าคำวินิจฉัยของศาลในส่วนที่ว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย เป็นการอ้างสิทธิเสรีภาพเพียงอย่างเดียวโดยไม่รับฟังความของผู้อื่น ไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างจากบุคคล” จะเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเองหรือไม่ ?
.
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และได้มีขึ้นโดยอาศัยหลักการและเหตุผลใด ๆ ก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่หลายประการขึ้นในสังคม และเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะนำมาซึ่ง “แรงกระเพื่อม” ใด ๆ ต่อไปในอนาคต

หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ?