“การจำกัดเสรีภาพสื่อ” กับ “การลิดรอนสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน” ทางออกหรือซ้ำเติมปัญหา ?

จากที่มีการเผยแพร่ภาพคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่ 4/2563 ซึ่งนำมาซึ่งความสงสัยของประชาชนเป็นวงกว้างว่าเป็นหนังสือจริงหรือไม่ จนกระทั่งมีการตรวจสอบและแถลงว่าเป็นเอกสารจริง
.
เอกสารดังกล่าวนำมาซึ่งความสงสัยอย่างมากมายในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ตลอดจนประชาชนว่าการออกคำสั่งเช่นนี้ สามารถทำได้หรือไม่ คำสั่งเช่นนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อความง่ายต่อการเข้าใจปรากฎการณ์และตอบคำถามข้างต้น ผู้เขียนจะขอไล่เรียงการตอบเป็นประเด็นดังต่อไปนี้
.
1) คำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญอย่างไร ?
สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 4/2563 ก็คือการกำหนดให้มีการ “ตรวจสอบ” และ “ระงับการออกอากาศรายการ”ที่มีลักษณะตามข้อ 2 โดยการอาศัยอำนาจ พรก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
.
Q : คำถามก็คือ ข้อ 2 ที่ว่านั้นหมายถึงอะไร ?
A : ข้อ 2 ดังกล่าวได้กำหนด “ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสิ่งอื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร”
หากจะให้สรุปเป็นภาษาที่เข้าใจโดยง่ายก็คือการห้ามมิให้นำเสนอหรือแพร่กระจายข่าวซึ่งก่อให้เกิดความแตกตื่น หรือมีลักษณะเป็นข่าวปลอม (Fake News) นั่นเอง
.
2) คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดผลอย่างไรในกฎหมาย ?
ในส่วนนี้ ผู้เขียนคงไม่ย้อนกลับไปกล่าวถึงประเด็นว่าพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นการประกาศโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากได้กล่าวเอาไว้ในบทความเรื่องก่อนหน้า (เรื่อง “กฎหมาย” ให้อำนาจได้ แต่ให้ “ความชอบธรรม” ไม่ได้) ดังนั้น ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงผลของคำสั่งฉบับดังกล่าวเพียงเท่านั้น
Q : ผลของคำสั่งฉบับดังกล่าวคืออะไร ?
A : คำสั่งฉบับดังกล่าวไม่ใช่การ “ห้ามมิให้เสนอข่าว” หรือ “ระงับการออกอากาศรายการใด ๆ” อย่างเด็ดขาด หากแต่เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการ “ตรวจสอบ” ว่าข่าวสารใดมีลักษณะเข้าข่ายตามข้อกำหนดข้างต้น และตรวจพบว่าข่าวดังกล่าวมีลักษณะตามที่กฎหมายห้าม ก็ให้อำนาจในการระงับ หยุด หรือลบการกระทำดังกล่าว
.
อย่างไรก็ตาม มีปัญหาจำต้องพิจารณาต่อไปว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อหรือไม่ อย่างไร
(นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาอีกว่าคือ ผู้ตรวจสอบ และในการพิจารณาตรวจสอบดังกล่าวใช้เกณฑ์ใดในการพิจารณาตรวจสอบก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประชาชนสามารถตั้งคำถามได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงแต่ประเด็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อเป็นสำคัญ)
.
3) เสรีภาพสื่อมวลชน
มาตรา 35 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับปัจจุบัน) ได้กำหนดคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเอาไว้ โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) การรับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นภายใต้จริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อ
(2) การกำหนดไม่ให้รัฐดำเนินการออกคำสั่งอันเป็นการสั่งปิดสื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพดังกล่าว
(3) ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสามารถนำเสนอข่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน เว้นแต่ จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
.
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการนำเสนอข่าวย่อมเป็นเสรีภาพโดยแท้ที่สื่อจะกระทำการได้อย่างอิสระภายใต้กรอบมาตรฐานวิชาชีพ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นกรณีที่ประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ทั้งนี้ “ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถมีสิทธิในการเลือกและรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระ” อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตามปกติของประชาชน
.
4) คำสั่งฉบับที่ 4/2563 มีผลทางกฎหมายเช่นไร ?
ก่อนจะมาถึงผลทางกฎหมายของคำสั่งฉบับดังกล่าว ผู้เขียนขอกล่าวถึงเรื่อง “ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย” สักนิด
หลักดังกล่าว เป็นการกำหนดว่า “กฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าจะออกโดยขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่ามิได้” โดยกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดได้แก่ “รัฐธรรมนูญ”
.
เมื่อเสรีภาพในการนำเสนอข่าวเป็นเสรีภาพที่ถูกกำหนดรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เช่นนี้ ย่อมมีศักดิ์และสิทธิสูงกว่าคำสั่งซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉินซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่า
ดังนั้น เมื่อคำสั่งฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่า ดังนั้น เมื่อปรากฏเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้แล้ว การลิดรอนเสรีภาพของสื่อซึ่งถูกรับรองไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจกระทำได้ และคำสั่งดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับใด ๆ ในทางกฎหมาย
.
ท้ายที่สุดนี้ หากภาครัฐมีความกังวลต่อกรณีการเผยแพร่ข่าวสารที่อาจนำมาซึ่งความแตกตื่น หรือข่าวปลอม ผู้เขียนขอเรียกร้องและนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
.
1) การระงับข่าวสารปลอม รัฐสามารถกระทำได้โดยอาศัยอำนาจตาม พรบ. คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
นอกจากนี้ รัฐจะต้องดำเนินการได้โดยการออกแถลงการณ์แก้ไข หรือให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนจะเชื่อหรือคิดเห็นอย่างไร เป็นสิทธิของประชาชนโดยแท้ ดังนั้น หากรัฐเชื่อในวิจารณญาณของประชาชนแล้ว ภาครัฐก็เพียงแต่ให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างรอบด้านและปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
.
2) ผู้มีอำนาจรัฐไม่ควรที่จะปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน
การที่ภาครัฐดำเนินการปิดสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิง สื่อกระแสหลักหรือผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อ ทั้งนี้ เนื่องจากจะทำให้ประชาชนไม่อาจเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรอบด้าน และอาจทำให้ข่าวปลอม (Fake News) มีบทบาทมากขึ้นและนำมาซึ่งกระทบที่ร้ายแรงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
นอกจากนี้ โดยธรรมชาติแล้วความสนใจใคร่รู้ย่อมเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม ดังนั้น การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐมีแต่จะผลักให้ประชาชนต้องเลือกพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยการไปพบเจอด้วยสายตาของตนเองมากขึ้นเท่านั้น
.
3) การเมืองควรแก้ด้วยวิถีทางการเมือง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปัญหาทางการเมืองโดยแท้ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดย่อมมีแต่จะเพิ่มความคลางแคลงสงสัยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้มีอำนาจรัฐจึงควรมีความจริงใจโดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นและข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องก็ต้องเปิดใจ รับฟังด้วยเหตุผลเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วการรับฟังและร่วมกันหาทางออกย่อมเป็นแนวทางในการยุติปัญหาอย่างสันติวิธี
.
ทั้งนี้ อยากให้ทุกฝ่ายพึงตระหนักไว้ว่าในระบบประชาธิปไตย คงไม่มีฝ่ายใดที่จะได้ในทุกสิ่งที่ตนต้องการ และคงไม่มีฝ่ายใดที่จะต้องเสียทุกอย่างเช่นกัน